Select Page

เมื่อปลายเดือนที่แล้วเตยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A ทำให้ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งแรกในชีวิต นอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืนและพักรักษาตัวที่บ้านอีก 2 อาทิตย์ วันที่อยู่ที่โรงพยาบาลต้องนอนพักทั้งวันซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากกกกกกสำหรับคนที่ชอบทำอะไรตลอดเวลาอย่างเตย! วันๆ เลยนั่งถ่ายรูปแถมจดเวลาไว้ด้วยนะว่าหมอมากี่โมง พยาบาลมากี่โมง 555

เนื่องจากการป่วยคราวนี้เป็นเป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตแถมยังมีรูปเยอะมากเพราะว่างไม่มีอะไรทำ ใน Life in Pocket เตยตัดสินใจทำหน้านึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป่วยคราวนี้เลย โดยทำหน้าให้เรียบๆ ง่ายๆ ใช้รูปใส่ให้เต็มเพราะมีรูปเยอะอยู่แล้ว มีตั้งแต่รูปตอนนอนรอพยาบาลมาตรวจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่รึเปล่าหลังจากที่ไข้ขึ้นไปถึง 40 ตอนเซ็นเอกสารเข้าแอดมิทในโรงพยาบาล ตอนอยู่ในโรงพยาบาล มีโดมมาเฝ้า ตอนได้บิลค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล (ซึ่งแพงมาก T_T ) และรูปสุดท้ายเป็นรูปยาที่ต้องกินในช่วงแรกๆ ที่กลับบ้าน

Project Life ในวันที่ฉันป่วย

พอใส่รูปไปแล้วเตยเหลือที่ไว้ 2 ช่องสำหรับให้เป็นที่สำหรับเขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยใช้การ์ดจาก Studio Calico เหมือนเคยแต่เลือกการ์ดที่มีที่ว่างเยอะๆ และมีโทนเทาๆ หน่อยเพราะรูปส่วนใหญ่ดูขาวๆ เทาๆ ในการ์ดเตยเขียนว่าเตยรู้สึกอย่างไร ชีวิตในโรงพยาบาลเป็นอย่างไรบ้าง และความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างที่ไม่สบายซึ่งเตยได้สรุปไว้ด้านล่างนี้ด้วยค่ะ

Project Life ในวันที่ฉันป่วย

อย่างที่เตยได้บอกด้านบนว่ามีความคิดหลายอย่างมากๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ป่วยอยู่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องชีวิตการทำงานและคุณภาพของชีวิตของเรา และเตยไม่อยากจะลืมความคิดเหล่านี้เตยเลยเขียนลงใน Life in Pocket และสามารถสรุปได้ดังนี้

  • เวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรงร้อยเปอร์เซนต์ เตยรู้สึกแย่กับตัวเองกับชีวิตมาก รู้สึกด้อย ท้อ ได้แต่คิดว่าถ้ามีเวลาว่างแบบนี้แล้วแข็งแรงนะฉันจะทำ… เตยลองทำตามที่คิดแล้วปรากฎว่าป่วยหนัก เวียนหัว อ้วกสุดท้ายต้องกลับมานอนเหมือนเดิม ทำให้คิดไปถึงว่าถ้าขนาดเราที่เป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ คนที่เป็นโรคร้ายแรงที่อาจจะไม่หายก็ได้ เค้าคงรู้สึกแย่กว่านี้ คงท้อและหมดกำลังใจกว่าที่เราเป็น เพราะเตยยังพอรู้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะหายแล้วเลยพยายามเปลี่ยนไปคิดว่าพักเยอะๆ แล้วเดี๋ยวค่อยลุยงานดีกว่า
  • ต้องการให้เข้าใจว่าป่วย แต่ไม่อยากให้ทำเหมือนเราไม่มีความสามารถ อยากได้กำลังใจ แต่ไม่อยากได้ความสงสาร ช่วงที่พักอยู่ที่บ้านเตยก็มีทำงานบ้าง แต่ก็ไม่สามารถอยู่หน้าคอมนานๆ ได้ ทำได้แค่ชั่วโมงนึงก็ต้องไปนอนต่อแล้ว แต่โชคดีที่เพื่อนร่วมงานเข้าใจว่าเราทำงานไม่ได้ตลอดเวลานะ และไม่สามารถทำงาน  UX ได้เพราะไม่สามารถคิดภาพกว้างๆ เป็นระบบได้เลย แต่เราสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือเพื่อนได้
  • ชีวิตเราจริงๆ แล้วมีแค่ร่างกายเรา มีเงินอาจจะได้การรักษาที่ดีแต่การรักษาที่ดีไม่ได้แปลว่าเราจะแข็งแรงสามารถทำโน้นทำนี่ได้ ดังนั้นดูแลร่างกายไว้นี่แหล่ะดีที่สุด อยู่โรงพยาบาลได้เห็นว่าคนป่วยกินข้าวเย็นห้าหกโมงแต่ปกติเรากินสองทุ่ม เวลาหกโมงนี่ยังไม่เลิกงานเลย ทำให้คิดได้ว่าคุณภาพชีวิตปัจจุบันที่เรามีมันไม่ดีขนาดไหน ปกติเวลาอยู่บ้านเรากินข้าวเวลาที่ถูกต้องแล้วพอมาทำงานเรากินข้าวช้าลงมากเลย นอนน้อยลง เครียดมากขึ้น นั่งหน้าจอนานขึ้น สุดท้ายเป็นโรคกระเพาะ ตาแห้ง ร่างกายไม่แข็งแรง แล้วก็เอาเงินที่ทำงานได้มาจ่ายค่ารักษาตัวเองเกินครึ่งนึงของเงินเดือนเสียอีก
  • เข้าใจหนังสือ One People/ Multiple Careers ที่กำลังอ่านอยู่ว่าทำไมเราควรรายได้มากกว่า 1 ทาง ทุกวันนี้เราทำงานประจำโดยใช้เวลาแลกเงินจริงๆ ถ้าเราป่วยนานกว่านี้ก็มีสิทธิ์ที่เค้าจะเลือกให้เราออกได้ ความมั่นคงที่เราเห็นมาตลอดในรูปของงานประจำจริงๆ แล้วมันคือความไม่มั่นคง ทำให้รู้ว่าทางที่กำลังไปโดยการขายกราฟฟิคเพื่อสร้าง passive income ที่จะเป็นรายได้ของเราได้ถึงแม้ว่าเราจะป่วยอยู่นั้นเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว
  • ทำประกันสุขภาพซะ
  • ไม่มีใครเป็นห่วงเราเท่าครอบครัวเรา
  • เริ่มเข้าใจแบบสอบถามที่น้องฝึกงานเคยทำที่ว่าสุดท้ายคนเราจะเลือกงานในบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกับความคิดของตน แต่ทุกวันนี้หลายคนยังเลือกงานที่ได้เงินเยอะเพราะเงินกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เราได้ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ มาด้วย แต่พอเราสามารถจัดการการเงินส่วนบุคคลแล้ว (ไม่จำเป็นต้องหาเงินได้เยอะนะ) สุดท้ายเราก็จะเลือกบริษัทที่วิสัยทัศน์ตรงกับเรา ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการป่วยมาก แต่พอมีเวลาทบทวนชีวิตแล้วก็ทำให้มองเห็นภาพของตัวเอง

หลังจากที่ป่วยแล้วรู้สึกมองเห็นภาพของตัวเองมากขึ้น เตยอยากให้เพื่อนๆ ลองหาเวลาว่างๆ อยู่คนเดียว แล้วลองนั่งคิดถึงชีวิตของตัวเองบ้างว่า เราพร้อมที่จะป่วยแค่ไหน เราใช้ชีวิตยังไง มันใช่ชีวิตที่เราอยากได้ไหม ลองดูนะคะ 🙂